ดนตรีคลาสสิกเป็นเพลงไพเราะอันทรงคุณค่า
เป็นดนตรีของยุโรปนับตั้ง
แต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 มาจนถึงราวปี ค.ศ.
1820 เป็น ดนตรีที่มีแบบฟอร์มสลับซับซ้อน มีทั้งเพลงประเภทเต้นรำ
เพลงรักเพลงทีบรรยายถึงธรรมชาติ จะมีลักษณะบรรยากาศที่ช้าและเร็วสลับกันไป
เป็นดนตรีที่เกิดขึ้นจากในวัดในโบสถ์จนกลายมาเป็นเพลงชาวบ้านมีกระบวนเพลง
ด้วยกันหลายกระบวนเร็ว-ช้า-เร็ว สลับกันไป เป็นเพลงที่มีศักยภาพสูงมากในการสื่อสารทางอารมณ์และสติปัญญาอย่างเข้มข้น
และลึกซึ้ง มีความวิเศษและเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์มาก
ก็เพราะได้รับการยกย่องกันว่าเป็นเพลงคลาสสิกของทุกวัฒนธรรมสามารถตอบสนอง
การรับฟังของมนุษย์เราได้ในทุกระดับซึ่ง บทเพลงของดนตรีกลุ่มนี้ รับรองกันแล้วว่าดีถึงขนาด
อยู่มานานและจะอยู่ไปได้อีกนานๆ เป็นผลงานของศิลปินที่มีความสมบูรณ์ ความบริสุทธิ์
ความกระจ่างชัดในด้านเนื้อหาและแบบแผนหรือรูปทรง
ทั้งเป็นสมบัติล้ำค่าของมวลมนุษยชาติ (classic ในที่นี้แปลว่า
อมตะ ไม่ตายง่ายๆ) บาง บทบางประเภทก็ประเทืองปัญญา บางบทบางประเภทก็ประเทืองอารมณ์อันลึกซึ้งละเอียดอ่อน
บางบทบางประเภทก็มีพลังลึกล้ำที่สามารถปลดปล่อยความรู้สึกและอารมณ์ที่ขึ้นๆ
ลงๆตามประสามนุษย์ของเราได้ดียิ่งกว่าเพลงประเภทอื่นใด
สรุปคืออยู่มาได้นานและจะอยู่ต่อไปได้อีกนานๆ เพราะเป็นดนตรีที่เข้มข้นสุดฤทธิ์สุดเดชในหลากหลายทางยิ่งกว่าเพลงประเภทใดๆ
ดนตรีคลาสสิกกับการพัฒนาไอคิว(I.Q.)
โมสาร์ท เอฟเฟค(The Mozart Effects ) เป็นเรื่องกำเนิดมาจากการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาสติปัญญาเด็กด้วยการให้เด็กฟังเพลงคลาสสิก
ได้เริ่มต้นจากข้อสมมติฐานที่เชื่อว่าเด็กจะโตขึ้นและมีสติปัญญาฉลาดเฉลียว
ถ้าได้ให้ฟังเพลงคลาสสิก
มีข้อสมมติฐานดังกล่าวมีต้นกำเนิดมาจากผลงานค้นคว้าในปี 1993 ของ Frances
Rauscher นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย University of California
วิทยาเขตเออร์ไวน์
การวิจัยเกี่ยวกับ The Mozart Effect : เพลงคลาสสิคทางเลือกใหม่ของการพัฒนาศักยภาพสมองให้เกิดการเพิ่มพูนความทรงจำและความเฉลียวฉลาด(อริยะ
สุพรรณเภษัช:2543) หลาย ปีที่ผ่านมา
ได้มีการทดลองซึ่งได้แสดงให้ทราบว่าการฟังดนตรีคลาสสิคจะทำให้สามารถเพิ่ม
พูนความทรงจำ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เรียกกันว่าThe Mozart Effect เพราะว่าเพลงที่คัดเลือกมาใช้มาใช้ในการเพิ่มพูนความจำนั้นเป็นเพลงของ
Wolfgang Amadeus Mozart ประชาชน
ที่ได้อ่านรายงานเกี่ยวกับการทดลองนี้จากวารสารและหนังสือพิมพ์ชื่อดังต่าง ๆ
ก็สนใจที่จะฟังเพลงคลาสสิคเพราะว่ามันน่าจะเป็นวิถีทางที่ดีที่จะเพิ่มพูน
ความจำและเพิ่มความเฉลียวฉลาดทางปัญญา
การทดลองนี้จุดเริ่มต้นได้ตีพิมพ์ที่ The Journal Nature โดยคณะนักวิทยาศาสตร์
ของ
University of California ที่ เมือง Irvine ในปี 1993
คณะวิจัยได้ทำการวิจัยโดยใช้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยดังกล่าว
โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็น
3 กลุ่มกำหนดให้ฟังเสียงต่อไปนี้ 10 นาที
ได้แก่
1. เพลง sonata for two pianos in D major ของ Mozart
2. เพลง relaxation
3. ความเงียบ silence
ในทันทีหลังจากได้ฟังสิ่งที่คัดเลือกเหล่านั้น นักศึกษาแต่ละคนจะได้รับแบบทดสอบวัด
ทักษะเหตุผลด้านมิติสัมพันธ์(spatial reasoning test) จาก
สแตมฟอร์ด-บิเนห์
อินเทลลิเจนท์ เทสส์(the Stanaford-Binet Intelligence test) ผลได้แสดงว่าคะแนนของนักเรียนเพิ่มขึ้นหลังจากได้ฟังเพลงของโมสาร์ท เมื่อเปรียบเทียบกับการฟังเพลงจากเทป
relaxation และความเงียบ ภายใต้เวลาที่ผ่านไป 10-15 นาทีที่คณะวิจัยได้ทดลองกับกลุ่มทดลอง
ซึ่ง
พวกเขาได้มีความเชื่อว่าความทรงจำจะสามารถถูกเพิ่มพูนได้เพราะว่าดนตรีและ
ความสามารถของทักษะด้านมิติสัมพันธ์และการจินตนาการเกี่ยวกับตำแหน่งและ
เนื้อที่ของวัตถุในระบบ 3 มิติและทักษะความฉลาดในการใช้ช่องว่าง(spatial
abilities)ภายในสมอง จะมีความสัมพันธ์ร่วมกันภายในสมอง
ดังนั้นพวกเขาจึงได้คิดสรุปว่าดนตรีจะมีส่วนในการช่วยกระตุ้นสมองสำหรับการทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดทักษะเหตุผลด้านมิติสัมพันธ์(
the spatial reasoning test)ซึ่งจะทำให้มีเชาว์ปัญญาดีขึ้น ทางด้าน spatial-temporal หรือด้านการจิตนาการและการลำดับเวลา
ซึ่งเป็นข้อบ่งบอกความเฉลียวฉลาดของคน
ดนตรี โมสาร์ท ต่อมาได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการพัฒนาศักยภาพสมองในเด็กทารก
โดยเชื่อว่าถ้าทารกคนไหนได้ฟังเพลงโมสาร์ท เป็นประจำ ทารกคนนั้นโตขึ้นจะมีสมองดี นอกจากนี้ความรู้ดังกล่าวยังได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้น
เพราะต่อมาไม่นาน รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นรัฐๆ หนึ่งของสหรัฐ
ก็ได้ออกกฎบังคับให้เด็กเกิดใหม่ทุกคน ต้องได้รับการแจกแผ่นดิสก์เพลงโมสาร์ท
ตามด้วยรัฐฟลอริดา
ที่ได้บังคับให้เด็กนักเรียนทุกคนต้องฟังเพลงดนตรีคลาสสิกทุกวันที่ไป โรงเรียน
อาจกล่าวได้ว่า ทุกวันนี้อุตสาหกรรมที่หากินกับผลวิจัยThe
Mozart effects กำลัง เจริญรุ่งเรืองมาก
รวมทั้งการทำการวิจัยเพื่อขยายผลการวิจัยชิ้นนี้
ซึ่งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ได้พบว่า เด็กชั้นประถมปีที่ 2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในนครลอสแองเจลิส
หลังเริ่มเรียนเปียโนนาน 4 เดือน มีผลการเรียนวิชาเลขคณิต
ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนถึง 27 เปอร์เซ็นต์
เรื่องแปลกคือ ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา ยังไม่มีนักวิจัยคนไหนทำผลวิจัย The
Mozart effects ออกมาได้อีก เรื่องนี้ Rauscher ผู้
ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชา
การพัฒนาการเรียนรู้แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน วิทยาเขตออชคอช ได้ออกมาได้ว่า
เป็นเพราะแบบการวิจัย ที่ทำขึ้นใหม่ ไม่ได้ตรงกับของเดิม
อย่างไรก็ตามยังคงมีการเชื่อกัน ดนตรีมีผลดีต่อเด็กจริงๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น