โมสาร์ท นอกจากจะมีความสามารถในการเล่นไวโอลินแล้ว
ยังสามารถเล่นดนตรีชนิดอื่นอีก เช่น ออร์แกน คลาเวียร์
บิดาของเขาส่งเสริมบุตรชายทางด้านดนตรีอย่างจริงจัง และในปี ค.ศ.1763 บิดาของเขาพาเขาและมาเรีย
แอนนา ออกตระเวนแสดงดนตรีทั่วทั้งยุโรป และการตระเวนแสดงดนตรีในครั้งนั้นก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
เพราะทุกที่ที่พวกเขาไปแสดงดนตรีนั้น
ทุกคนต่างประทับใจในฝีมือการเล่นดนตรีของครอบครัวดนตรีนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีมือการเล่นดนตรีอันสุดแสนมหัศจรรย์ของโมสาร์ทน้อย
ทำให้โมสาร์ทได้รับคำชื่นชมไปทั่วทั้งจากประชาชนเดินถนนจนถึงราชสำนัก
โมสาร์ทได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากราชสำนักทุกแห่ง เช่น ออสเตรีย เยอรมนี
ฝรั่งเศส และอังกฤษ
สถานที่แห่งแรกของการเดินทางในครั้งนี้ก็คือเมืองมิวนิก พวกเขาได้เล่นดนตรีถวายให้กับเจ้าชายแห่ง บาวาเรีย และพระเจ้าโยเซฟที่ 3 จากนั้นก็เดินทางไปเล่นดนตรีถวายพระนางมาเรีย เทเรซา ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย ที่นี่เองที่โมสาร์ทได้รับการจุมพิตจากสมเด็จพระราชินีพระองค์นี้ที่ได้ประทานให้แก่เขาด้วยความเอ็นดู แต่เหตุการณ์สำคัญที่โมสาร์ทจะลืมไม่ได้ก็คือ ระยะเวลาที่อยู่แสดงดนตรีในกรุงเวียนนานั้น โมสาร์ทได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับบรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระนางมาเรีย เทเรซา ในขณะนั้นโมสาร์ทมีอายุได้อายุ 6 ขวบ พระราชธิดาพระองค์หนึ่งของพระนางมาเรีย เทเรซา ได้ให้ความสนิทสนมต่อเขาอย่างมาก พระองค์คอยกอดรัดโมสาร์ท คอยปลอบประโลมให้เขาหายเศร้า เป็นเพื่อนที่ดีของเขา ในยามทุกข์ยากและยามสุข จึงกล่าวตามประสาเด็กๆ ออกมาว่า เขาขอสัญญาว่า เมื่อเขาโตเป็นหนุ่ม เขาจะขอแต่งงานกับพระนาง แต่โมสาร์ทในขณะนั้นคงไม่รู้หรอกว่าขณะนั้นเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับพระราชินี ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่งในเวลาต่อมา เพราะพระราชธิดาพระองค์นั้นต่อมาก็คือพระนางมารี อังตัวเนตต์ มเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสนั่นเอง
แม้ว่าโมสาร์ทจะมีรูปโฉมที่งดงาม และมีพรสวรรค์ทางการดนตรีที่พระเจ้าประทานให้อย่างล้นเหลือ แต่ในด้านความรักนั้น เรียกได้ว่าโมสาร์ทเป็นชายที่อาภัพในเรื่องความรักคนหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ในระหว่างที่โมสาร์ทยังเป็นเด็กนั้น เป็นงานที่มีผลทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วยุโรป จักรพรรดิฟรังซิส ถึงกับทรงเรียกเขาว่า “ผู้วิเศษน้อย” เมื่ออายุ 7 ขวบ เขาแต่งเพลงไวโอลินโซนาตาเสร็จเป็นเพลงแรก อีกปีหนึ่งต่อมาเมื่ออายุ 8 ขวบ ก็แต่งซิมโฟนีได้สำเร็จ การที่พ่อของเขาได้นำพี่สาวและตัวของโมสาร์ทออกแสดงดนตรีไปทั่วยุโรป ทำให้โมสาร์ทได้รับการต้อนรับ อย่างดีจากราชสำนักทุกแห่ง ทั้งออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ได้รับการยอมรับจากชนทุกชั้น ระยะนี้เองเขาได้รับสมญานามเพื่อยกย่องว่า “เด็กมหัศจรรย์” ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักกันอย่างดีทั่วยุโรป
เมื่ออายุเพียง 14 ปีเท่านั้น เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวินจากสมเด็จพระสันตะปาปา ซึ่งพระองค์ก็ทรงชื่นชมในความสามารถของเขาถึงกับแต่งตั้งให้เขาเป็นทหารม้า Cavalier และเป็น King of the Golden Cross ด้วย ซึ่งเป็นยศอัศวิน การให้เกียรติแก่นักดนตรีอย่างนี้เคยให้แก่ คริสโตฟ วิลลิบาลด์ กลุ๊ค มาแล้วเมื่อ 14 ปีก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งพระเจ้ายอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษ ถึงกับเคยตรัสไว้ว่า “อายุเพียง 8 ขวบ แต่มีความสามารถเท่ากับคนอายุ 40”
อิตาลี เป็นประเทศที่โมสาร์ทชื่นชอบเป็นอย่างมาก เขาลุ่มหลงในความงดงามของอิตาลีจนถึงขั้นกับเปลี่ยนชื่อของตัวเองให้เป็นภาษาอิตาเลียน โดยได้เปลี่ยนชื่อกลาง ซึ่งเดิมชื่อ Gottlieb แปลว่า ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า มาเป็น Amadeus ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นที่รักของพระเจ้าเช่นเดียวกัน เขา หายใจเข้าออกเป็นอิตาลีไปหมด
สถานที่แห่งแรกของการเดินทางในครั้งนี้ก็คือเมืองมิวนิก พวกเขาได้เล่นดนตรีถวายให้กับเจ้าชายแห่ง บาวาเรีย และพระเจ้าโยเซฟที่ 3 จากนั้นก็เดินทางไปเล่นดนตรีถวายพระนางมาเรีย เทเรซา ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย ที่นี่เองที่โมสาร์ทได้รับการจุมพิตจากสมเด็จพระราชินีพระองค์นี้ที่ได้ประทานให้แก่เขาด้วยความเอ็นดู แต่เหตุการณ์สำคัญที่โมสาร์ทจะลืมไม่ได้ก็คือ ระยะเวลาที่อยู่แสดงดนตรีในกรุงเวียนนานั้น โมสาร์ทได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับบรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระนางมาเรีย เทเรซา ในขณะนั้นโมสาร์ทมีอายุได้อายุ 6 ขวบ พระราชธิดาพระองค์หนึ่งของพระนางมาเรีย เทเรซา ได้ให้ความสนิทสนมต่อเขาอย่างมาก พระองค์คอยกอดรัดโมสาร์ท คอยปลอบประโลมให้เขาหายเศร้า เป็นเพื่อนที่ดีของเขา ในยามทุกข์ยากและยามสุข จึงกล่าวตามประสาเด็กๆ ออกมาว่า เขาขอสัญญาว่า เมื่อเขาโตเป็นหนุ่ม เขาจะขอแต่งงานกับพระนาง แต่โมสาร์ทในขณะนั้นคงไม่รู้หรอกว่าขณะนั้นเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับพระราชินี ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่งในเวลาต่อมา เพราะพระราชธิดาพระองค์นั้นต่อมาก็คือพระนางมารี อังตัวเนตต์ มเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสนั่นเอง
แม้ว่าโมสาร์ทจะมีรูปโฉมที่งดงาม และมีพรสวรรค์ทางการดนตรีที่พระเจ้าประทานให้อย่างล้นเหลือ แต่ในด้านความรักนั้น เรียกได้ว่าโมสาร์ทเป็นชายที่อาภัพในเรื่องความรักคนหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ในระหว่างที่โมสาร์ทยังเป็นเด็กนั้น เป็นงานที่มีผลทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วยุโรป จักรพรรดิฟรังซิส ถึงกับทรงเรียกเขาว่า “ผู้วิเศษน้อย” เมื่ออายุ 7 ขวบ เขาแต่งเพลงไวโอลินโซนาตาเสร็จเป็นเพลงแรก อีกปีหนึ่งต่อมาเมื่ออายุ 8 ขวบ ก็แต่งซิมโฟนีได้สำเร็จ การที่พ่อของเขาได้นำพี่สาวและตัวของโมสาร์ทออกแสดงดนตรีไปทั่วยุโรป ทำให้โมสาร์ทได้รับการต้อนรับ อย่างดีจากราชสำนักทุกแห่ง ทั้งออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ได้รับการยอมรับจากชนทุกชั้น ระยะนี้เองเขาได้รับสมญานามเพื่อยกย่องว่า “เด็กมหัศจรรย์” ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักกันอย่างดีทั่วยุโรป
เมื่ออายุเพียง 14 ปีเท่านั้น เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวินจากสมเด็จพระสันตะปาปา ซึ่งพระองค์ก็ทรงชื่นชมในความสามารถของเขาถึงกับแต่งตั้งให้เขาเป็นทหารม้า Cavalier และเป็น King of the Golden Cross ด้วย ซึ่งเป็นยศอัศวิน การให้เกียรติแก่นักดนตรีอย่างนี้เคยให้แก่ คริสโตฟ วิลลิบาลด์ กลุ๊ค มาแล้วเมื่อ 14 ปีก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งพระเจ้ายอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษ ถึงกับเคยตรัสไว้ว่า “อายุเพียง 8 ขวบ แต่มีความสามารถเท่ากับคนอายุ 40”
อิตาลี เป็นประเทศที่โมสาร์ทชื่นชอบเป็นอย่างมาก เขาลุ่มหลงในความงดงามของอิตาลีจนถึงขั้นกับเปลี่ยนชื่อของตัวเองให้เป็นภาษาอิตาเลียน โดยได้เปลี่ยนชื่อกลาง ซึ่งเดิมชื่อ Gottlieb แปลว่า ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า มาเป็น Amadeus ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นที่รักของพระเจ้าเช่นเดียวกัน เขา หายใจเข้าออกเป็นอิตาลีไปหมด
ชีวิตหลังแต่งงานของโมสาร์ทนั้นต้องอยู่อย่างยากลำบาก เนื่องจากภรรยาของเขาใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย ทำให้ฐานะทางการเงินของเขาแย่ลงทุกวัน จนต้องไป กู้หนี้ยืมสินเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว และที่เลวร้ายมากที่สุดสำหรับชีวิตนักดนตรีอัจฉริยะของโลก ก็คือ บางครั้งถึงกับต้องไปขอทานเพื่อให้มีเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิต ระหว่างนี้เองที่โมสาร์ทต้องล้มป่วยลงด้วยโรคไต แต่ด้วยความสำเร็จของ The Magic Flute ที่เขาแต่งขึ้นมาใหม่ เขาได้รับเงินจ่ายประจำปี เขาจึงเริ่มต้นมีความมั่นคงทางการเงินอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ช่วงนั้นมีชายลึกลับคนหนึ่งมาจ้าง ให้เขาแต่งเพลงสวดสำหรับคนตาย ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นสาส์นจากมัจจุราชที่ส่งมาถึงเขา เขาเขียนเพลงนี้ยังไม่ทันเสร็จก็เสียชีวิตด้วยโรคไข้ไทฟอยด์ที่กรุงเวียนนา ในวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ.1791 เขาเสียชีวิตขณะที่กำลังยากจนแสนเข็ญ และมีหนี้สินรุงรัง ภรรยาไม่มีเงินจะทำศพให้สามี จนต้องให้เพื่อนผู้ใจบุญของเขามาออกเงินทำศพให้
โมสาร์ทตายอย่างอนาถ เพราะเขาต้องเผชิญกับความหิว ความหนาวและเข็ญใจ ไร้ญาติขาดมิตร ขณะที่นำศพไปฝังในตอนบ่ายวันที่เขาตายนั้น มีพายุฝนอย่างรุนแรง หิมะและลูกเห็บตกลงมาอย่างหนัก จนไม่มีใครสามารถไปร่วมพิธีฝังศพได้เลยแม้กระทั่งภรรยาของเขาที่กำลังล้มป่วยอยู่
พิธีฝังศพของเขาเกิดขึ้นด้วยฝีมือสัปเหร่อ 2-3 คน ณ ป่าช้าสำหรับคนอนาถาที่เซนต์ มารุกซ ในกรุงเวียนนา อย่างเร่งรีบจนไม่ได้มีการทำสัญลักษณ์ใดๆ ไว้เลย ทำให้เราไม่สามารถที่จะรู้ว่าหลุมฝังศพใดคือหลุมฝังศพของโมสาร์ท จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราไม่มีวันที่จะได้เคารพศพหรือสร้างอนุสาวรีย์ให้กับชาย ผู้สร้างคุณค่าให้กับแวดวงดนตรีคลาสสิกคนนี้ได้เลย
อย่างไรก็ตาม ชีวิตของโมสาร์ทยังคงเป็นตำนานอมตะให้คนทั่วโลกได้พิจารณาการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่ว่าจะมีชื่อเสียง ลาภ ยศ เงินทอง มากมายอย่างไร ก็อาจจะมีวันเสื่อมลงได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น