ไวโอลินของโมสาร์ท
โครง สร้างของไวโอลิน วิโอล่า และเชลโลในยุคของโมสาร์ทมีความแตกต่างจากเครื่องดนตรีในยุคปัจจุบันมาก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความแตกต่างในเรื่องของ ‘เสียง’ ซึ่งเสียงไวโอลินในอุดมคติมีอยู่ 2 แบบคือ ‘Human Voice’ และ ‘Silvery’ เสียงแบบแรกเหมาะสำหรับคอนเสิร์ทไวโอลิน ส่วนเสียงแบบที่สองเหมาะสำหรับไวโอลินในวงออร์เคสตร้า
หลักฐานที่ กล่าวถึงเสียงไวโอลินทั้ง 2 ชนิด ปรากฎอยู่ในจดหมายที่โมสาร์ทเขียนถึงลีโอโปลด์บิดาของเขา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1777 โดยกล่าวถึง Dubreill (ลูกศิษย์ของ Tartini) และ Carl บุตรชายคนเล็กของเขา ทั้ง 3 อภิปรายกันถึงไวโอลินที่เหมาะสำหรับคอนเสิร์ทและไวโอลินสำหรับวงออร์เคสตร้า ซึ่งทั้งสามคนมีความเห็นเห็นพ้องต้องกันเช่นเดียวกับโมสาร์ท
ในปี 1728 ช่างทำไวโอลินชาวปาดัว Antonio Bagatella ได้ตีพิมพ์หนังสือ ‘Memoir’ หรือ ‘Rules for the construction of violins-violas-violoncellos-double basses’ เขา ได้กล่าวถึงการสร้างเสียงไวโอลินแบบ ‘Human Voice’ และ ‘Silvery’ เอาไว้ แต่ไวโอลินทั้ง 2 แบบปรากฎอยู่ในช่วงสั้นๆ เพียง 2 ทศวรรษเท่านั้นและยังเป็นที่รู้จักจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 19
Bagatella เป็นช่างทำไวโอลินคนแรกและมีชื่อเสียงที่สุดที่ปรับเปลี่ยนไวโอลินยุคบาโร้ค ให้กลายเป็นเครื่องดนตรียุค ‘คลาสสิก’ โดยการดัดแปลงสัดส่วนต่างๆ ของไวโอลินเก่ามากกว่าที่จะลงมือทำกับไวโอลินของเขาเอง จากบันทึกของเขากล่าวว่า เขาเริ่มหัดทำไวโอลินตั้งแต่อายุ 19 ปี และในคืนวันคริสต์มาสต์ปี 1748 เขาก็ได้ค้นพบหลักการดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ Tartini และ Geminiani จะตีพิมพ์แบบฝึกหัดการเล่นไวโอลินของทั้งคู่ในปี 1750 และ 1751 ตามลำดับ หลังจากนั้นในปี 1756 Leopold Mozart ได้ตีพิมพ์ตำราการเล่นไวโอลินของเขาในปีเดียวกับที่โมสาร์ทเกิด
วิธี การของเขาก็คือการออกแบบที่ได้สัดส่วน ชิ้นส่วนต่างๆ ของไวโอลินประกอบเข้าด้วยกันเป็นน้ำเสียงที่สมบูรณ์แบบ เขาเชื่อว่าองค์ประกอบที่ลงตัวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของ Guarneri ‘del Gesu’ แต่อย่างใด หากแต่มันมีอยู่แล้ว และเขาเป็นผู้ที่ค้นหลักการอันนี้
ไวโอลินที่ให้เสียงแบบ ‘Human Voice’ นั้น ความหนาของไม้แผ่นหน้าต้องสม่ำเสมอกัน ส่วนน้ำเสียงแบบ ‘Silvery’ นั้น บริเวณกึ่งกลางไม้แผ่นหน้าต้องหนากว่าเล็กน้อย เมื่อ Bagatella ต้องการทำไวโอลินที่มีน้ำเสียงแบบ ‘Human Voice’ เขาจะปรับความหนาของไม้แผ่นหน้าให้เท่าๆ กัน และเมื่อต้องการน้ำเสียงแบบ ‘Silvery’ กึ่งกลางไม้แผ่นหน้าต้องหนากว่าและค่อยๆ ไล่ความหนาให้บางลงจนถึงขอบไม้ด้านข้าง (Rib) ซึ่งเส้นรอบนอกและความหนาของโอลินจะเปลี่ยนไปตามสัดส่วนที่เหมาะสม
ถ้า จะอาศัยทฤษฎีอันนี้เป็นเกณฑ์ ไวโอลินหลาย ๆ ตัวของ Stradivari รวมถึงช่างทำไวโอลินคนอื่นๆ ที่มีความหนาของไม้แผ่นหน้าเท่าๆ กันก็ต้องจัดอยู่ในกลุ่ม ‘Human Voice’ ส่วนไวโอลิน ‘Cannone’ ผลงานของ Guarneri ที่เคยดป็นไวโอลินคู่ใจของ Paganini ที่มีความหนาบริเวณกึ่งกลางไม้แผ่นหน้ามากกว่าบริเวณอื่นก็ต้องเรียกว่า ‘Silvery’ ตามทฤษฎีของ Bagatella หรือไม่? คำถามนี้คงจะอยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ Paganini ใช้ไวโอลิน ‘Cannone’ ในคอนเสิร์ทของเขาเสมอ
ในปี 1782 ขณะนั้น Bagatella มีอายุได้ 49 และกลายเป็นช่างทำไวโอลินที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขามีโอกาสทำงานให้กับ Tartini มากว่า 30 ปี ทั้งไวโอลินของ Tartini เองรวมถึงลูกศิษย์ของเขา หลายๆ คนถูกส่งมาจากราชสำนักต่างๆ ทั่วยุโรป Tartini มอบหมายให้ Bagatella ปรับลดขนาดไวโอลินหลายๆ ตัวตามความต้องการของเขา เพราะ Tartini เป็นนักค้นคว้าในเรื่องสุนทรียศาตร์ของเสียงที่มีชื่อคนหนึ่ง นอกจากจะเก็บไว้ใช้เองแล้วไวโอลินเหล่านี้ถูกส่งไปยังที่ต่างๆ โดยที่ Bagatella ก็ไม่ทราบว่า Tartini ส่งไปยังที่ใด โมสาร์ทอาจจะเคยได้ยินชื่อ Bagatella มาก่อนก็เป็นได้ แต่ดูเหมือนว่า Dubreill จะไม่ได้กล่าวถึง Bagatella เลยเมื่อคราวที่เขาสนทนาเรื่องไวโอลิน กับโมสาร์ท ในบันทึกของ Bagatella มีรายชื่อลูกค้าจำนวนมากมาย แม้ว่าจะไม่มีชื่อโมสาร์ทอยู่ก็ตาม แต่ก็เป็นไปได้ที่ว่าผู้ที่ป็นลูกค้าของ Bagatella ก็คือลีโอโปล์ดบิดาของโมสาร์ท ซึ่ง Bagatella ได้กล่าวไว้ในบันทึกของเขาเอาไว้ว่า มีลูกค้าชาวต่างชาติมากมายซึ่งเค้าไม่รู้จักเลย
โครง สร้างของไวโอลิน วิโอล่า และเชลโลในยุคของโมสาร์ทมีความแตกต่างจากเครื่องดนตรีในยุคปัจจุบันมาก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความแตกต่างในเรื่องของ ‘เสียง’ ซึ่งเสียงไวโอลินในอุดมคติมีอยู่ 2 แบบคือ ‘Human Voice’ และ ‘Silvery’ เสียงแบบแรกเหมาะสำหรับคอนเสิร์ทไวโอลิน ส่วนเสียงแบบที่สองเหมาะสำหรับไวโอลินในวงออร์เคสตร้า
หลักฐานที่ กล่าวถึงเสียงไวโอลินทั้ง 2 ชนิด ปรากฎอยู่ในจดหมายที่โมสาร์ทเขียนถึงลีโอโปลด์บิดาของเขา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1777 โดยกล่าวถึง Dubreill (ลูกศิษย์ของ Tartini) และ Carl บุตรชายคนเล็กของเขา ทั้ง 3 อภิปรายกันถึงไวโอลินที่เหมาะสำหรับคอนเสิร์ทและไวโอลินสำหรับวงออร์เคสตร้า ซึ่งทั้งสามคนมีความเห็นเห็นพ้องต้องกันเช่นเดียวกับโมสาร์ท
ในปี 1728 ช่างทำไวโอลินชาวปาดัว Antonio Bagatella ได้ตีพิมพ์หนังสือ ‘Memoir’ หรือ ‘Rules for the construction of violins-violas-violoncellos-double basses’ เขา ได้กล่าวถึงการสร้างเสียงไวโอลินแบบ ‘Human Voice’ และ ‘Silvery’ เอาไว้ แต่ไวโอลินทั้ง 2 แบบปรากฎอยู่ในช่วงสั้นๆ เพียง 2 ทศวรรษเท่านั้นและยังเป็นที่รู้จักจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 19
Bagatella เป็นช่างทำไวโอลินคนแรกและมีชื่อเสียงที่สุดที่ปรับเปลี่ยนไวโอลินยุคบาโร้ค ให้กลายเป็นเครื่องดนตรียุค ‘คลาสสิก’ โดยการดัดแปลงสัดส่วนต่างๆ ของไวโอลินเก่ามากกว่าที่จะลงมือทำกับไวโอลินของเขาเอง จากบันทึกของเขากล่าวว่า เขาเริ่มหัดทำไวโอลินตั้งแต่อายุ 19 ปี และในคืนวันคริสต์มาสต์ปี 1748 เขาก็ได้ค้นพบหลักการดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ Tartini และ Geminiani จะตีพิมพ์แบบฝึกหัดการเล่นไวโอลินของทั้งคู่ในปี 1750 และ 1751 ตามลำดับ หลังจากนั้นในปี 1756 Leopold Mozart ได้ตีพิมพ์ตำราการเล่นไวโอลินของเขาในปีเดียวกับที่โมสาร์ทเกิด
วิธี การของเขาก็คือการออกแบบที่ได้สัดส่วน ชิ้นส่วนต่างๆ ของไวโอลินประกอบเข้าด้วยกันเป็นน้ำเสียงที่สมบูรณ์แบบ เขาเชื่อว่าองค์ประกอบที่ลงตัวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของ Guarneri ‘del Gesu’ แต่อย่างใด หากแต่มันมีอยู่แล้ว และเขาเป็นผู้ที่ค้นหลักการอันนี้
ไวโอลินที่ให้เสียงแบบ ‘Human Voice’ นั้น ความหนาของไม้แผ่นหน้าต้องสม่ำเสมอกัน ส่วนน้ำเสียงแบบ ‘Silvery’ นั้น บริเวณกึ่งกลางไม้แผ่นหน้าต้องหนากว่าเล็กน้อย เมื่อ Bagatella ต้องการทำไวโอลินที่มีน้ำเสียงแบบ ‘Human Voice’ เขาจะปรับความหนาของไม้แผ่นหน้าให้เท่าๆ กัน และเมื่อต้องการน้ำเสียงแบบ ‘Silvery’ กึ่งกลางไม้แผ่นหน้าต้องหนากว่าและค่อยๆ ไล่ความหนาให้บางลงจนถึงขอบไม้ด้านข้าง (Rib) ซึ่งเส้นรอบนอกและความหนาของโอลินจะเปลี่ยนไปตามสัดส่วนที่เหมาะสม
ถ้า จะอาศัยทฤษฎีอันนี้เป็นเกณฑ์ ไวโอลินหลาย ๆ ตัวของ Stradivari รวมถึงช่างทำไวโอลินคนอื่นๆ ที่มีความหนาของไม้แผ่นหน้าเท่าๆ กันก็ต้องจัดอยู่ในกลุ่ม ‘Human Voice’ ส่วนไวโอลิน ‘Cannone’ ผลงานของ Guarneri ที่เคยดป็นไวโอลินคู่ใจของ Paganini ที่มีความหนาบริเวณกึ่งกลางไม้แผ่นหน้ามากกว่าบริเวณอื่นก็ต้องเรียกว่า ‘Silvery’ ตามทฤษฎีของ Bagatella หรือไม่? คำถามนี้คงจะอยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ Paganini ใช้ไวโอลิน ‘Cannone’ ในคอนเสิร์ทของเขาเสมอ
ในปี 1782 ขณะนั้น Bagatella มีอายุได้ 49 และกลายเป็นช่างทำไวโอลินที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขามีโอกาสทำงานให้กับ Tartini มากว่า 30 ปี ทั้งไวโอลินของ Tartini เองรวมถึงลูกศิษย์ของเขา หลายๆ คนถูกส่งมาจากราชสำนักต่างๆ ทั่วยุโรป Tartini มอบหมายให้ Bagatella ปรับลดขนาดไวโอลินหลายๆ ตัวตามความต้องการของเขา เพราะ Tartini เป็นนักค้นคว้าในเรื่องสุนทรียศาตร์ของเสียงที่มีชื่อคนหนึ่ง นอกจากจะเก็บไว้ใช้เองแล้วไวโอลินเหล่านี้ถูกส่งไปยังที่ต่างๆ โดยที่ Bagatella ก็ไม่ทราบว่า Tartini ส่งไปยังที่ใด โมสาร์ทอาจจะเคยได้ยินชื่อ Bagatella มาก่อนก็เป็นได้ แต่ดูเหมือนว่า Dubreill จะไม่ได้กล่าวถึง Bagatella เลยเมื่อคราวที่เขาสนทนาเรื่องไวโอลิน กับโมสาร์ท ในบันทึกของ Bagatella มีรายชื่อลูกค้าจำนวนมากมาย แม้ว่าจะไม่มีชื่อโมสาร์ทอยู่ก็ตาม แต่ก็เป็นไปได้ที่ว่าผู้ที่ป็นลูกค้าของ Bagatella ก็คือลีโอโปล์ดบิดาของโมสาร์ท ซึ่ง Bagatella ได้กล่าวไว้ในบันทึกของเขาเอาไว้ว่า มีลูกค้าชาวต่างชาติมากมายซึ่งเค้าไม่รู้จักเลย
ลี โอโปล์ดดูแลการศึกษาด้านดนตรีให้กับบุตรชายของเขาเป็นอย่างดี และซื้อเครื่องดนตรีให้เขา 2-3 ชิ้น ซึ่งเครื่องดนตรีในยุคบาโร้คเหล่านี้ถูกดัดแปลงในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่
18 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์
Mozart Museum ที่เมืองเมืองซัลบวร์ก
1. ไวโอลินสำหรับเด็ก (Kindergiege) ถูกดัดแปลงจนมีสภาพดังที่เห็นในปัจจุบัน ทำให้สูญเสียคุณค่าทางประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิง ไวโอลินตัวนี้เข้ามาเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ปี
1896
2. ไวโอลินที่มีฉลากเขียนข้อความว่า “Jakobus Stainer in Absam, / prope Oenipotum, 1659” แต่ เป็นฉลากปลอม ไวโอลินตัวนี้อาจทำขึ้นที่เมือง Mittenwald ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ก็เป็นได้ มีบางทฤษฎีกล่าวว่า โมสาร์ทใช้ไวโอลินตัวนี้จนถึงปี 1781 แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่จะยืนยันได้เลยว่าไวโอลินตัวนี้เป็นของโมสาร์ทจริงหรือไม่
3. วิโอล่า ที่มีฉลากข้อความ “…iouani Paolo Megini/a Brescia. – 161*”
ปัญหาของเครื่องดนตรีเหล่านี้ก็คือ ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้เคยเป็นสมบัติของ โมสาร์ท นอกจากนั้นยังมีเครื่องดนตรีในยุโรปอีก 2-3 ชิ้นที่อ้างว่าเป็นสมบัติของเขาเช่นกัน
2. ไวโอลินที่มีฉลากเขียนข้อความว่า “Jakobus Stainer in Absam, / prope Oenipotum, 1659” แต่ เป็นฉลากปลอม ไวโอลินตัวนี้อาจทำขึ้นที่เมือง Mittenwald ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ก็เป็นได้ มีบางทฤษฎีกล่าวว่า โมสาร์ทใช้ไวโอลินตัวนี้จนถึงปี 1781 แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่จะยืนยันได้เลยว่าไวโอลินตัวนี้เป็นของโมสาร์ทจริงหรือไม่
3. วิโอล่า ที่มีฉลากข้อความ “…iouani Paolo Megini/a Brescia. – 161*”
ปัญหาของเครื่องดนตรีเหล่านี้ก็คือ ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้เคยเป็นสมบัติของ โมสาร์ท นอกจากนั้นยังมีเครื่องดนตรีในยุโรปอีก 2-3 ชิ้นที่อ้างว่าเป็นสมบัติของเขาเช่นกัน
ไวโอลินและวิโอล่า
วิ โอล่ามีการปรับลดขนาดลง ส่วนคอและฟิงเกอร์บอร์ดเป็นของเดิมแต่ผ่านการปรับแต่งใหม่ในช่วงปลายศตวรรษ ที่ 18 หรือต้นศตวรรษที่ 19 ส่วนคอและฟิงเกอร์บอร์ดของไวโอลินเป็นของเดิม ส่วนคอค่อนข้างบาง เชื่อว่าเครื่องดนตรีทั้ง 3 ชิ้นเป็นสมบัติของโมสาร์ทมาก่อน
วิ โอล่ามีการปรับลดขนาดลง ส่วนคอและฟิงเกอร์บอร์ดเป็นของเดิมแต่ผ่านการปรับแต่งใหม่ในช่วงปลายศตวรรษ ที่ 18 หรือต้นศตวรรษที่ 19 ส่วนคอและฟิงเกอร์บอร์ดของไวโอลินเป็นของเดิม ส่วนคอค่อนข้างบาง เชื่อว่าเครื่องดนตรีทั้ง 3 ชิ้นเป็นสมบัติของโมสาร์ทมาก่อน
ไวโอลินของโมสาร์ท
โครง สร้างของไวโอลิน วิโอล่า และเชลโลในยุคของโมสาร์ทมีความแตกต่างจากเครื่องดนตรีในยุคปัจจุบันมาก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความแตกต่างในเรื่องของ ‘เสียง’ ซึ่งเสียงไวโอลินในอุดมคติมีอยู่ 2 แบบคือ ‘Human Voice’ และ ‘Silvery’ เสียงแบบแรกเหมาะสำหรับคอนเสิร์ทไวโอลิน ส่วนเสียงแบบที่สองเหมาะสำหรับไวโอลินในวงออร์เคสตร้า
หลักฐานที่ กล่าวถึงเสียงไวโอลินทั้ง 2 ชนิด ปรากฎอยู่ในจดหมายที่โมสาร์ทเขียนถึงลีโอโปลด์บิดาของเขา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1777 โดยกล่าวถึง Dubreill (ลูกศิษย์ของ Tartini) และ Carl บุตรชายคนเล็กของเขา ทั้ง 3 อภิปรายกันถึงไวโอลินที่เหมาะสำหรับคอนเสิร์ทและไวโอลินสำหรับวงออร์เคสตร้า ซึ่งทั้งสามคนมีความเห็นเห็นพ้องต้องกันเช่นเดียวกับโมสาร์ท
ในปี 1728 ช่างทำไวโอลินชาวปาดัว Antonio Bagatella ได้ตีพิมพ์หนังสือ ‘Memoir’ หรือ ‘Rules for the construction of violins-violas-violoncellos-double basses’ เขา ได้กล่าวถึงการสร้างเสียงไวโอลินแบบ ‘Human Voice’ และ ‘Silvery’ เอาไว้ แต่ไวโอลินทั้ง 2 แบบปรากฎอยู่ในช่วงสั้นๆ เพียง 2 ทศวรรษเท่านั้นและยังเป็นที่รู้จักจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 19
Bagatella เป็นช่างทำไวโอลินคนแรกและมีชื่อเสียงที่สุดที่ปรับเปลี่ยนไวโอลินยุคบาโร้ค ให้กลายเป็นเครื่องดนตรียุค ‘คลาสสิก’ โดยการดัดแปลงสัดส่วนต่างๆ ของไวโอลินเก่ามากกว่าที่จะลงมือทำกับไวโอลินของเขาเอง จากบันทึกของเขากล่าวว่า เขาเริ่มหัดทำไวโอลินตั้งแต่อายุ 19 ปี และในคืนวันคริสต์มาสต์ปี 1748 เขาก็ได้ค้นพบหลักการดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ Tartini และ Geminiani จะตีพิมพ์แบบฝึกหัดการเล่นไวโอลินของทั้งคู่ในปี 1750 และ 1751 ตามลำดับ หลังจากนั้นในปี 1756 Leopold Mozart ได้ตีพิมพ์ตำราการเล่นไวโอลินของเขาในปีเดียวกับที่โมสาร์ทเกิด
วิธี การของเขาก็คือการออกแบบที่ได้สัดส่วน ชิ้นส่วนต่างๆ ของไวโอลินประกอบเข้าด้วยกันเป็นน้ำเสียงที่สมบูรณ์แบบ เขาเชื่อว่าองค์ประกอบที่ลงตัวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของ Guarneri ‘del Gesu’ แต่อย่างใด หากแต่มันมีอยู่แล้ว และเขาเป็นผู้ที่ค้นหลักการอันนี้
ไวโอลินที่ให้เสียงแบบ ‘Human Voice’ นั้น ความหนาของไม้แผ่นหน้าต้องสม่ำเสมอกัน ส่วนน้ำเสียงแบบ ‘Silvery’ นั้น บริเวณกึ่งกลางไม้แผ่นหน้าต้องหนากว่าเล็กน้อย เมื่อ Bagatella ต้องการทำไวโอลินที่มีน้ำเสียงแบบ ‘Human Voice’ เขาจะปรับความหนาของไม้แผ่นหน้าให้เท่าๆ กัน และเมื่อต้องการน้ำเสียงแบบ ‘Silvery’ กึ่งกลางไม้แผ่นหน้าต้องหนากว่าและค่อยๆ ไล่ความหนาให้บางลงจนถึงขอบไม้ด้านข้าง (Rib) ซึ่งเส้นรอบนอกและความหนาของโอลินจะเปลี่ยนไปตามสัดส่วนที่เหมาะสม
ถ้า จะอาศัยทฤษฎีอันนี้เป็นเกณฑ์ ไวโอลินหลาย ๆ ตัวของ Stradivari รวมถึงช่างทำไวโอลินคนอื่นๆ ที่มีความหนาของไม้แผ่นหน้าเท่าๆ กันก็ต้องจัดอยู่ในกลุ่ม ‘Human Voice’ ส่วนไวโอลิน ‘Cannone’ ผลงานของ Guarneri ที่เคยดป็นไวโอลินคู่ใจของ Paganini ที่มีความหนาบริเวณกึ่งกลางไม้แผ่นหน้ามากกว่าบริเวณอื่นก็ต้องเรียกว่า ‘Silvery’ ตามทฤษฎีของ Bagatella หรือไม่? คำถามนี้คงจะอยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ Paganini ใช้ไวโอลิน ‘Cannone’ ในคอนเสิร์ทของเขาเสมอ
ในปี 1782 ขณะนั้น Bagatella มีอายุได้ 49 และกลายเป็นช่างทำไวโอลินที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขามีโอกาสทำงานให้กับ Tartini มากว่า 30 ปี ทั้งไวโอลินของ Tartini เองรวมถึงลูกศิษย์ของเขา หลายๆ คนถูกส่งมาจากราชสำนักต่างๆ ทั่วยุโรป Tartini มอบหมายให้ Bagatella ปรับลดขนาดไวโอลินหลายๆ ตัวตามความต้องการของเขา เพราะ Tartini เป็นนักค้นคว้าในเรื่องสุนทรียศาตร์ของเสียงที่มีชื่อคนหนึ่ง นอกจากจะเก็บไว้ใช้เองแล้วไวโอลินเหล่านี้ถูกส่งไปยังที่ต่างๆ โดยที่ Bagatella ก็ไม่ทราบว่า Tartini ส่งไปยังที่ใด โมสาร์ทอาจจะเคยได้ยินชื่อ Bagatella มาก่อนก็เป็นได้ แต่ดูเหมือนว่า Dubreill จะไม่ได้กล่าวถึง Bagatella เลยเมื่อคราวที่เขาสนทนาเรื่องไวโอลิน กับโมสาร์ท ในบันทึกของ Bagatella มีรายชื่อลูกค้าจำนวนมากมาย แม้ว่าจะไม่มีชื่อโมสาร์ทอยู่ก็ตาม แต่ก็เป็นไปได้ที่ว่าผู้ที่ป็นลูกค้าของ Bagatella ก็คือลีโอโปล์ดบิดาของโมสาร์ท ซึ่ง Bagatella ได้กล่าวไว้ในบันทึกของเขาเอาไว้ว่า มีลูกค้าชาวต่างชาติมากมายซึ่งเค้าไม่รู้จักเลย
โครง สร้างของไวโอลิน วิโอล่า และเชลโลในยุคของโมสาร์ทมีความแตกต่างจากเครื่องดนตรีในยุคปัจจุบันมาก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความแตกต่างในเรื่องของ ‘เสียง’ ซึ่งเสียงไวโอลินในอุดมคติมีอยู่ 2 แบบคือ ‘Human Voice’ และ ‘Silvery’ เสียงแบบแรกเหมาะสำหรับคอนเสิร์ทไวโอลิน ส่วนเสียงแบบที่สองเหมาะสำหรับไวโอลินในวงออร์เคสตร้า
หลักฐานที่ กล่าวถึงเสียงไวโอลินทั้ง 2 ชนิด ปรากฎอยู่ในจดหมายที่โมสาร์ทเขียนถึงลีโอโปลด์บิดาของเขา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1777 โดยกล่าวถึง Dubreill (ลูกศิษย์ของ Tartini) และ Carl บุตรชายคนเล็กของเขา ทั้ง 3 อภิปรายกันถึงไวโอลินที่เหมาะสำหรับคอนเสิร์ทและไวโอลินสำหรับวงออร์เคสตร้า ซึ่งทั้งสามคนมีความเห็นเห็นพ้องต้องกันเช่นเดียวกับโมสาร์ท
ในปี 1728 ช่างทำไวโอลินชาวปาดัว Antonio Bagatella ได้ตีพิมพ์หนังสือ ‘Memoir’ หรือ ‘Rules for the construction of violins-violas-violoncellos-double basses’ เขา ได้กล่าวถึงการสร้างเสียงไวโอลินแบบ ‘Human Voice’ และ ‘Silvery’ เอาไว้ แต่ไวโอลินทั้ง 2 แบบปรากฎอยู่ในช่วงสั้นๆ เพียง 2 ทศวรรษเท่านั้นและยังเป็นที่รู้จักจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 19
Bagatella เป็นช่างทำไวโอลินคนแรกและมีชื่อเสียงที่สุดที่ปรับเปลี่ยนไวโอลินยุคบาโร้ค ให้กลายเป็นเครื่องดนตรียุค ‘คลาสสิก’ โดยการดัดแปลงสัดส่วนต่างๆ ของไวโอลินเก่ามากกว่าที่จะลงมือทำกับไวโอลินของเขาเอง จากบันทึกของเขากล่าวว่า เขาเริ่มหัดทำไวโอลินตั้งแต่อายุ 19 ปี และในคืนวันคริสต์มาสต์ปี 1748 เขาก็ได้ค้นพบหลักการดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ Tartini และ Geminiani จะตีพิมพ์แบบฝึกหัดการเล่นไวโอลินของทั้งคู่ในปี 1750 และ 1751 ตามลำดับ หลังจากนั้นในปี 1756 Leopold Mozart ได้ตีพิมพ์ตำราการเล่นไวโอลินของเขาในปีเดียวกับที่โมสาร์ทเกิด
วิธี การของเขาก็คือการออกแบบที่ได้สัดส่วน ชิ้นส่วนต่างๆ ของไวโอลินประกอบเข้าด้วยกันเป็นน้ำเสียงที่สมบูรณ์แบบ เขาเชื่อว่าองค์ประกอบที่ลงตัวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของ Guarneri ‘del Gesu’ แต่อย่างใด หากแต่มันมีอยู่แล้ว และเขาเป็นผู้ที่ค้นหลักการอันนี้
ไวโอลินที่ให้เสียงแบบ ‘Human Voice’ นั้น ความหนาของไม้แผ่นหน้าต้องสม่ำเสมอกัน ส่วนน้ำเสียงแบบ ‘Silvery’ นั้น บริเวณกึ่งกลางไม้แผ่นหน้าต้องหนากว่าเล็กน้อย เมื่อ Bagatella ต้องการทำไวโอลินที่มีน้ำเสียงแบบ ‘Human Voice’ เขาจะปรับความหนาของไม้แผ่นหน้าให้เท่าๆ กัน และเมื่อต้องการน้ำเสียงแบบ ‘Silvery’ กึ่งกลางไม้แผ่นหน้าต้องหนากว่าและค่อยๆ ไล่ความหนาให้บางลงจนถึงขอบไม้ด้านข้าง (Rib) ซึ่งเส้นรอบนอกและความหนาของโอลินจะเปลี่ยนไปตามสัดส่วนที่เหมาะสม
ถ้า จะอาศัยทฤษฎีอันนี้เป็นเกณฑ์ ไวโอลินหลาย ๆ ตัวของ Stradivari รวมถึงช่างทำไวโอลินคนอื่นๆ ที่มีความหนาของไม้แผ่นหน้าเท่าๆ กันก็ต้องจัดอยู่ในกลุ่ม ‘Human Voice’ ส่วนไวโอลิน ‘Cannone’ ผลงานของ Guarneri ที่เคยดป็นไวโอลินคู่ใจของ Paganini ที่มีความหนาบริเวณกึ่งกลางไม้แผ่นหน้ามากกว่าบริเวณอื่นก็ต้องเรียกว่า ‘Silvery’ ตามทฤษฎีของ Bagatella หรือไม่? คำถามนี้คงจะอยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ Paganini ใช้ไวโอลิน ‘Cannone’ ในคอนเสิร์ทของเขาเสมอ
ในปี 1782 ขณะนั้น Bagatella มีอายุได้ 49 และกลายเป็นช่างทำไวโอลินที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขามีโอกาสทำงานให้กับ Tartini มากว่า 30 ปี ทั้งไวโอลินของ Tartini เองรวมถึงลูกศิษย์ของเขา หลายๆ คนถูกส่งมาจากราชสำนักต่างๆ ทั่วยุโรป Tartini มอบหมายให้ Bagatella ปรับลดขนาดไวโอลินหลายๆ ตัวตามความต้องการของเขา เพราะ Tartini เป็นนักค้นคว้าในเรื่องสุนทรียศาตร์ของเสียงที่มีชื่อคนหนึ่ง นอกจากจะเก็บไว้ใช้เองแล้วไวโอลินเหล่านี้ถูกส่งไปยังที่ต่างๆ โดยที่ Bagatella ก็ไม่ทราบว่า Tartini ส่งไปยังที่ใด โมสาร์ทอาจจะเคยได้ยินชื่อ Bagatella มาก่อนก็เป็นได้ แต่ดูเหมือนว่า Dubreill จะไม่ได้กล่าวถึง Bagatella เลยเมื่อคราวที่เขาสนทนาเรื่องไวโอลิน กับโมสาร์ท ในบันทึกของ Bagatella มีรายชื่อลูกค้าจำนวนมากมาย แม้ว่าจะไม่มีชื่อโมสาร์ทอยู่ก็ตาม แต่ก็เป็นไปได้ที่ว่าผู้ที่ป็นลูกค้าของ Bagatella ก็คือลีโอโปล์ดบิดาของโมสาร์ท ซึ่ง Bagatella ได้กล่าวไว้ในบันทึกของเขาเอาไว้ว่า มีลูกค้าชาวต่างชาติมากมายซึ่งเค้าไม่รู้จักเลย
ลี โอโปล์ดดูแลการศึกษาด้านดนตรีให้กับบุตรชายของเขาเป็นอย่างดี และซื้อเครื่องดนตรีให้เขา 2-3 ชิ้น ซึ่งเครื่องดนตรีในยุคบาโร้คเหล่านี้ถูกดัดแปลงในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่
18 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์
Mozart Museum ที่เมืองเมืองซัลบวร์ก
1. ไวโอลินสำหรับเด็ก (Kindergiege) ถูกดัดแปลงจนมีสภาพดังที่เห็นในปัจจุบัน ทำให้สูญเสียคุณค่าทางประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิง ไวโอลินตัวนี้เข้ามาเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ปี
1896
2. ไวโอลินที่มีฉลากเขียนข้อความว่า “Jakobus Stainer in Absam, / prope Oenipotum, 1659” แต่ เป็นฉลากปลอม ไวโอลินตัวนี้อาจทำขึ้นที่เมือง Mittenwald ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ก็เป็นได้ มีบางทฤษฎีกล่าวว่า โมสาร์ทใช้ไวโอลินตัวนี้จนถึงปี 1781 แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่จะยืนยันได้เลยว่าไวโอลินตัวนี้เป็นของโมสาร์ทจริงหรือไม่
3. วิโอล่า ที่มีฉลากข้อความ “…iouani Paolo Megini/a Brescia. – 161*”
ปัญหาของเครื่องดนตรีเหล่านี้ก็คือ ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้เคยเป็นสมบัติของ โมสาร์ท นอกจากนั้นยังมีเครื่องดนตรีในยุโรปอีก 2-3 ชิ้นที่อ้างว่าเป็นสมบัติของเขาเช่นกัน
2. ไวโอลินที่มีฉลากเขียนข้อความว่า “Jakobus Stainer in Absam, / prope Oenipotum, 1659” แต่ เป็นฉลากปลอม ไวโอลินตัวนี้อาจทำขึ้นที่เมือง Mittenwald ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ก็เป็นได้ มีบางทฤษฎีกล่าวว่า โมสาร์ทใช้ไวโอลินตัวนี้จนถึงปี 1781 แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่จะยืนยันได้เลยว่าไวโอลินตัวนี้เป็นของโมสาร์ทจริงหรือไม่
3. วิโอล่า ที่มีฉลากข้อความ “…iouani Paolo Megini/a Brescia. – 161*”
ปัญหาของเครื่องดนตรีเหล่านี้ก็คือ ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้เคยเป็นสมบัติของ โมสาร์ท นอกจากนั้นยังมีเครื่องดนตรีในยุโรปอีก 2-3 ชิ้นที่อ้างว่าเป็นสมบัติของเขาเช่นกัน
ไวโอลินและวิโอล่า
วิ โอล่ามีการปรับลดขนาดลง ส่วนคอและฟิงเกอร์บอร์ดเป็นของเดิมแต่ผ่านการปรับแต่งใหม่ในช่วงปลายศตวรรษ ที่ 18 หรือต้นศตวรรษที่ 19 ส่วนคอและฟิงเกอร์บอร์ดของไวโอลินเป็นของเดิม ส่วนคอค่อนข้างบาง เชื่อว่าเครื่องดนตรีทั้ง 3 ชิ้นเป็นสมบัติของโมสาร์ทมาก่อน
วิ โอล่ามีการปรับลดขนาดลง ส่วนคอและฟิงเกอร์บอร์ดเป็นของเดิมแต่ผ่านการปรับแต่งใหม่ในช่วงปลายศตวรรษ ที่ 18 หรือต้นศตวรรษที่ 19 ส่วนคอและฟิงเกอร์บอร์ดของไวโอลินเป็นของเดิม ส่วนคอค่อนข้างบาง เชื่อว่าเครื่องดนตรีทั้ง 3 ชิ้นเป็นสมบัติของโมสาร์ทมาก่อน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น